บทความ

ความกลัวมาจากไหน? ความกลัวในอดีตโดยบรรพบุรุษของเรานั้นเกิดจากความกลัวต่อภยันตรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อมองเห็นผู้ล่าหรือเมื่อมีภัยพิบัติกำลังคลืบคลานเข้ามา เมื่อเราเริ่มเห็นว่าสิ่งนั้นส่งผลต่อชีวิตและร่างกายของเรา สมองจะส่งสารแห่งความกลัวไปยังกระแสทั่วร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เราตัดสินใจว่าจะหนีหรือสู้กับสถานการณ์อันตรายที่อยู่ตรงหน้า  ความกลัวในความหมายของสมองและร่างกายจึงเป็นการสั่งการให้ใช้ประสิทธิภาพของร่างกายอย่างสูงสุดเพื่อการเอาชีวิตรอดอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาสั้นๆ และนี่คือกลไกของมัน ความกลัวจากสมอง จุดเริ่มต้นของความกลัวนั้นมาจากสมองส่วนที่รูปร่างคล้ายเม็ดอัลมอนต์ที่มีชื่อว่า อะมิกดะลา (amygdalae) ที่มีรากศัพท์ภาษากรีก มาจากคำว่าอัลมอนต์เช่นเดียวกัน  ต่อมอะมิกดะลาทั้งสองข้างนั้นตั้งอยู่ใกล้กับสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ฝังลึกอยู่ในกลีบขมับส่วนกลาง อะมิกดะลานั้นมีบทบาทอย่างมากเกี่ยวกับระบบความจำและการตอบสนองความรู้สึก โดยเฉพราะอย่างยิ่งความกลัว หากคุณพบเจอสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่ทำให้หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
ความกลัวคือสัญชาตญาณสำคัญของมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์รักษาเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ ความกลัวทำให้เราไม่ออกไปนอกถ้ำยามวิกาล ทำให้เรารีบระวังตัวเมื่อเห็นพุ่มไม้ใกล้ตัวเราขยับไปมา เราจึงปลอดภัยจากเสือและสัตว์มีพิษต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น และไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีจริงอย่าง “ผี” อีกด้วย บางคนกลัวผีแม้จะเกิดมาไม่เคยเจอก็ตาม  วิทยาศาสตร์แห่งความกลัว ความกลัวของมนุษย์เกิดจากสมองสั่งการ สมองที่ว่าคือส่วน Amygdala ที่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเล็กๆ ในสมองของมนุษย์ทั้งหมด สมองส่วน Amygdala
เมื่อเรากลัวอะไร เรามักจะพาตัวเองหนีไปให้ไกลจากสิ่งนั้น แต่มีความกลัวอยู่อย่างหนึ่งที่มีมนต์สะกดให้คนเข้าหาอยู่เสมอ นั่นคือ “ภาพยนตร์สยองขวัญ” แม้ว่าบางคนจะยอมจ่ายเพื่อปิดตาดูไปเกินครึ่งเรื่องก็ตาม ทำไมความน่ากลัวในภาพยนตร์สยองขวัญถึงเป็นที่นิยม? ทางจิตวิทยาได้ให้เหตุผลไว้ดังนี้ สองปัจจัยแรกคือ “ความตึงเครียด” และ “ความใกล้ตัว” นั่นหมายถึงสถานการณ์ในเรื่องต้องหนักหนาสาหัสที่ทำให้ตัวละครถึงตายได้ และมันต้องน่าเชื่อถือพอที่คนดูสามารถจินตนาการได้ว่า เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นกับตัวเองได้อีกด้วย  สัญชาตญาณเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่มีในมนุษย์ทุกคน ด้วยเหตุนี้ความกลัวของวัฒนธรรมหนึ่งสามารถส่งต่อไปยังคนต่างวัฒนธรรมได้ง่าย เช่นเดียวกับฉากต่างๆ ในเรื่องที่มักเกิดขึ้นในสถานที่ทั่วๆ ไป
ศิลปินอัจฉริยะในตำนานมากมาย ที่ต่อสู้กับความยากลำบากในชีวิต สรรค์สร้างผลงานขึ้นหิ้งประดับโลกเอาไว้เพียบ แต่กลับต้องพ่ายแพ้ต่อ “ความเศร้า” และจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ทำไม“ความเศร้า” เป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ จนแม้แต่บุคคลเหล่านี้ ก็ไม่อาจต้านทานไหว เพราะอะไร? วินเซนต์ แวนโก๊ะ   วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ที่เป็นตำนานของโลกก็เช่นกัน เขาเจ็บป่วยจากความเศร้า และต่อสู้กับสติอันไม่อยู่กับร่องกับรอยตลอดชีวิต ลำบากตัวเองยังไม่พอยังทำคนรอบข้างปวดหัวไปด้วยวีรกรรมสุดเพี้ยน
ความเศร้านั้นก็เหมือนกับอารมณ์ด้านลบอื่นๆ ที่พวกเราพยายามจะกดมันเอาไว้ภายใน ทั้งที่ความเศร้านั้นเป็นอารมณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล เมื่อเราตั้งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วต้องผิดหวังนั่นเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความเศร้า เมื่อต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปนั่นก็เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความเศร้า ความเศร้าจึงเป็นอารมณ์ที่มีที่มาที่ไปชัดเจน ถึงแม้ความสุขจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนปรารถนา แต่จังหวะของชีวิตบางครั้งก็ก่อให้เกิดความเศร้าไปอยู่บ่อยไป  แต่ความเศร้านั้นก็ยังมีข้อดีของมันอยู่เช่นกัน ความเศร้านั้นสามาถเป็นปัจจัยที่เราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มองโลกอย่างละเอียดถี่ถ้วนและใช้เหตุผลเป็นสำคัญ  สำรวจตัวเองว่าความเศร้าที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาที่ไปหรือเปล่า หากความเศร้าของคุณไม่มีต้นเหตุนั่นอาจจะหมายถึงภาวะซึมเศร้าซึ่งมีผลต่ออารมณ์ร้ายแรงกว่าความเศร้าที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ วิเคราะห์ว่านั่นคือความเศร้าหรือซึมเศร้าแล้วเรามาดู 4 ข้อดีของความเศร้าที่จะเกิดขึ้นกัน   ความเศร้าทำให้ความจำดีขึ้น หลักจิตวิทยาขึ้นพื้นฐานกล่าวว่า สิ่งที่เราจดจำในอดีตสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากจากข้อมูลที่ผิดพลาดภายหลัง  อารมณ์สามารถส่งผลต่อความสามารถในการจดจำของเรา มีงานวิจัยที่กล่าวว่าความสุขนั้นทำให้เราจดจ่อและเอาใจใส่กับรายละเอียดรอบตัวน้อยลง ซึ่งนั่นส่งผลให้ในระยะยาวความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นคุณจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
หลายคนอาจคิดว่าน้ำตาคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วต่อคนที่เข้มแข็งที่สุดในโลกก็ย่อมหลั่งน้ำตา เพราะมนุษย์มีน้ำตาอยู่ทุกวินาทีของการมีชีวิต? น้ำตาของมนุษย์มี 3 แบบด้วยกัน 1. น้ำตาเพื่อหล่อลื่นนัยน์ตา 2. น้ำตาเพื่อเกิดจากความระคายเคือง (เข่นเวลาฝุ่นเข้าตาหรือตอนที่ปอกหอมหัวใหญ่) และ 3. น้ำตาจากอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งมาจากทั้งความเศร้าและความสุข ทั้ง 3 แบบมีที่มาต่างกัน  น้ำตาที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี คือน้ำตาจากความเศร้า
มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งพูดถึงการฆ่าตัวตายได้อย่างน่าสนใจ หนังเรื่องนั้นชื่อว่า Suicide Circle จากประเทศญี่ปุ่น ที่พูดถึงสาเหตุของการจบชีวิตของคนๆ หนึ่งว่า พวกเขาไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองกับคนรอบตัวและสังคมได้ เลยไม่รู้สึกถึงความหมายของการมีชีวิต และนั่นทำให้ “สายสัมพันธ์” กับคนรอบข้าง คือเครื่องมือเยียวยาความเศร้า และทำให้คนรู้สึกถึงความหมายของการมีอยู่ แน่นอนว่า การปลิดชีวิตตนเองเป็นความสูญเสียที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิด ถึงอย่างนั้นเราสามารถป้องกันได้ ด้วยการสังเกตพฤติกรรมคนใกล้ตัว และทำให้คนที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ถ้าเราสงสัยว่าคนๆ
ในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตมาแล้วว่าในประชาชนไทย 100,000 คน มีคนเลือกจบชีวิตตัวเอง 6.35 คน หรือเฉลี่ยแล้วเดือนละ 340 คน โดยสาเหตุหลักของการเลือกจบชีวิตมาจากปัญหาความสัมพันธ์  ปัญหาความสัมพันธ์ นำไปสู่ความเศร้า แม้ว่าความรู้สึกนี้มีหน้าที่กระตุ้นให้คนเราสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ความเศร้าก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเลือกจบชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีความเศร้าอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน ความเศร้าที่เรื้อรังจะนำไปสู่ความคิดว่า
มีใครเคยถามตัวเองไหมว่า ในเมื่อทุกๆ คนต่างก็ต้องการความสุขในชีวิต แล้วทำไมเราถึงต้อง “เศร้า” กันด้วย อย่างไรก็ตาม ความเศร้าก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดล้วนต้องเผชิญ วิทยาศาสตร์แห่งความเศร้า ในทางวิทยศาสตร์ได้อธิบายความเศร้าไว้ว่าเป็นการทำงานของ สมองกลีบท้ายทอย สมองกลีบอินซูลาฝั่งซ้าย ทาลามัสฝั่งซ้าย และฮิปโปแคมปัส  ทั้งหมดนี้รวมกันประมวลผลเรื่องความขัดแย้ง ความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยวทางสังคม ความทรงจำ
หนึ่งในความรู้สึกที่ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้นคือ “ความเศร้า” ความเศร้าเป็นเหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ ที่เข้ามาแล้วจากไป อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีภาวะเศร้านานกว่าคนอื่นๆ  แน่นอนว่าอารมณ์เศร้าสามารถจางหายไปเอง เมื่อเวลาผ่านไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องหาวิธีรับมือกับมัน เพราะการปล่อยทิ้งไว้จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตเช่นความเครียดและโรคซึมเศร้าได้ แต่ละคนมีวิธีเยียวยาตัวเองจากความเศร้าแตกต่างกันไป ถึงอย่างนั้น ในทางจิตวิทยาก็มีคำแนะนำดังนี้   1. ปล่อยให้ตัวเองได้เศร้า   หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การข่มใจ เก็บซ่อนน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นว่าเราโศกเศร้าเป็นเรื่องของคนเข้มแช็ง
ชีวิตนำพาเรื่องน่าเศร้ามาสู่เราเสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเรียนรู้วิธีรับมือกับมัน เพื่อที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคง ถึงแม้ความรู้สึกเศร้าจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือจัดการกับความเศร้าอย่างไรไม่ให้ทำลายสมดุลของความรู้สึก หยุดคิดลบ   เคยเป็นมั้ย? เวลาเศร้าจะเวิ่นเว้อไปต่างๆ นาๆ เวลาเศร้าความคิดเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเศร้า หรือจมดิ่งลึกลงกว่าเดิม ดังนั้นตั้งสติ แล้วหยุดความคิดพวกนั้น แล้วลองมองไปข้างหน้าว่าเสียใจเสร็จแล้วจะทำยังไงต่อดี จะแก้ปัญหายังไง มองข้ามไปที่เรื่องหลังจากเศร้าเสร็จแล้วว่าอยากให้เป็นยังไง รู้ทันความคิดและอารมณ์ตัวเองก็จะยับยั้งและบรรเทาความเศร้าได้      
สังคมปัจจุบันให้คุณค่ากับความสุขเมื่อคุณบอกกับใครซักคนถึงความเศร้าที่คุณมีอาจมักได้การตอบกลับให้คิดบวกแต่รู้หรือไม่ว่าเมื่อสังคมกดดันให้มีความสุขกลับให้ผลตรงกันข้ามและอาจนำไปสู่อัตราที่เพิ่มขึ้นของโรคซึมเศร้าได้ ในปี 2017 มีงานวิจัย "การรับความกดดันจากสังคมให้ไม่คิดลบคาดการณ์อาการซึมเศร้าในชีวิตประจำวัน" (Perceiving social pressure not to feel negative predicts depressive symptoms in daily life) โดยพยายามศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังของสังคมให้ไม่คิดลบกับการเกิดอาการซึมเศร้า โดยมีการทดลองให้ผู้เข้าร่วม
สำหรับหลายคนการฟังเพลงถึงแม้จะเป็นเพลงที่สื่ออารมณ์ทางลบเช่นเศร้าโกรธกลับเป็นการช่วยรับมือกับอารมณ์ได้ดีบางคนฟังเพลงแล้วไหลไปกับอารมณ์เพลงบางคนใช้เพลงเพื่อรู้สึกเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างใช้ช่วยให้ผ่านความเศร้าไปได้หรือฟังเพื่อหาวิธีก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก เป็นเรื่องน่าสนใจที่ดนตรีเข้ามามีบทบาทมากในชีวิตของคนในยุคนี้วัยรุ่นฟังเพลงเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวันโดยเฉพาะเมื่อรู้สึกทุกข์ใจความเชื่อมโยงระหว่างการเสพดนตรีกับความเศร้าในคนรุ่นใหม่นี้ได้นำไปสู่การโทษเพลงเศร้าสำหรับการฆ่าตัวตายในหลายครั้งอย่างมีเคสที่วัยรุ่นฆ่าตัวตายหลังจากหลายเดือนที่โพสท์ระบายอารมณ์ผ่านเพลงแนวอีโม อย่างไรก็ตามความเศร้าเป็นอารมณ์ที่ปกติในการตอบสนองต่อสถานการณ์บีบคั้นความรู้สึกและยังช่วยกระตุ้นให้คิดอย่างรอบคอบต่อสถานการณ์เพื่อปรับปรุงตัวเองแต่การซึมเศร้านั้นต่างออกไปแทนที่จะทำให้เกิดแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงและความคิดที่ชัดเจนภาวะซึมเศร้าทำให้สูญเสียแรงกระตุ้นและมีความคิดวิเคราะห์ที่ลดลง โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายเป็นความกังวลของศตวรรษนี้องค์กรอนามัยโลกประมาณการว่ามีคนฆ่าตัวตายมากกว่า 8 แสนคนต่อปีและกระทบต่อคนอื่นโดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-29 ปี คนเป็นโรคซึมเศร้าตอบสนองต่อเพลงเศร้าต่างจากคนที่รู้สึกเศร้าทั่วไปเป็นข้อสรุปจากทดลองที่ให้คนเลือกเพลงที่ทำให้ตัวเองเศร้าและมีความสุขมาอย่างละเพลงแล้ววัดการตอบสนองต่อเพลงทั้งสองพบว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกแย่ลงหลังจากฟังเพลงเศร้าต่างจากคนทั่วไปที่บางคนรู้สึกดีขึ้นส่วนคนที่รู้สึกแย่ลงกลับรู้สึกแย่น้อยและรู้สึกแย่สั้นกว่ากลุ่มที่เป็นโรคซึมเศร้าขณะเดียวกันหากกลุ่มซึมเศร้าฟังเพลงที่เลือกมาว่าฟังแล้วมีความสุขเมื่อฟังแล้วก็รู้สึกดีขึ้นรวมถึงคนที่มีภาวะซึมเศร้าสูงด้วย ผู้ป่วยซึมเศร้ามีแนวโน้มที่จะติดอยู่ในรูปแบบการคิดแบบเดิม และยากที่จะหลุดพ้นจากความคิดทางลบงานวิจัยพบว่า การฟังเพลงเศร้าจะทำให้ลูปการคิดลบนั้นยาวนานขึ้นรวมถึงยังกระตุ้นความทรงจำที่เศร้า อย่างเช่นคนที่เพิ่งอกหักอาจฟังเพลงเจ็บๆซักเพลงแล้วร้องไห้เสร็จแล้วก็คิดถึงว่าจะใช้ชีวิตต่อยังไงทำยังไงถึงไม่ต้องเจอเรื่องแบบเดิมอีกคนที่มีภาวะซึมเศร้าหากฟังเพลงเดียวกันจะคิดว่าตัวเองไร้ค่าสมควรถูกทิ้งและจะไม่มีวันได้พบเจอกับความรักอีกก็จะเกิดลูปการคิดลบคือการฟังเพลงเศร้าทำให้คนที่มีเป็นโรคซึมเศร้านั้นดิ่งลงไปมากกว่าเดิม แล้วเวลาเศร้าทำไมเราไม่ฟังเพลงที่ทำให้มีความสุขล่ะ?  จากการศึกษาถึงแม้จะรู้สึกแย่ลงจากการฟังเพลงเศร้าก็ยังมีแนวโน้มที่จะโต้แย้งว่าเพลงเศร้านั้นช่วยให้ดีขึ้นงานศึกษาอื่นๆก็พบว่าบางคนก็ยังคงเลือกจะฟังเพลงเศร้าแม้ทำให้รู้สึกแย่ลง การขาดความเข้าใจในผลกระทบของพฤติกรรมต่ออารมณ์เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในผู้มีโรคซึมเศร้าซึ่งในความจริงแล้วมักจะมีการโต้แย้งอีกด้วยว่าได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมที่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้ภาวะซึมเศร้านั้นแย่ลง ในคนรุ่นใหม่ที่เพลงมีบทบาทสำคัญอาจได้รับประโยชน์หากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ช่วยให้ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าตระหนักถึงผลกระทบที่เพลงมีต่อภาวะอาการ เพลงเศร้าอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับโรคซึมเศร้าและเราอาจต้องระมัดระวังกับเพลงที่จะเลือกฟังบางครั้งการฟังเพลงที่เชื่อมโยงเราเข้ากับความสุขหรือเพลงที่มีเนื้อความเชิงบวกอาจเป็นสิ่งที่จะช่วยเติมพลังงานเพื่อรับมือกับอารมณ์อื่นๆ 
ดังที่ได้เสนอไปแล้วว่าความเหงามีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นมีจุดกำเนินแตกกัน วิธีการจัดการก็แตกต่างกันไปในแต่ละปัญหาที่คุณมี แต่การอยู่คนเดียวเป็นต้นตอแห่งความเหงาจริงหรือ? นี่คือตัวอย่างของความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเหงาว่าถ้าทำแล้วจะหาย ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นแว่นขยายความเหงาของคุณให้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม  มีแฟนแล้วทำให้หายเหงา? สเตตัส “เหงาจัง อยากมีใครสักคน” ผู้เขียนอาจจะหมายความว่าอยากมีคู่รักกับเขาบ้าง… แต่ความเหงานั้นเติมเต็มด้วยการมีแฟนจริงหรือ?  ถ้าความสัมพันธ์แบบคู่รักนั้นทำให้คุณสนิทใจมากพอได้เท่ากับการคุยกับเพื่อนสนิท ถ้าความสัมพันธ์นั้นคุณสามารถเปิดใจได้ทุกเรื่องมากกว่าเป็นแค่เพื่อนคุยแบบหวานซึ้ง ใช่เลย! การมีแฟนอาจทำให้ความเหงานั้นคลี่คลายได้ แต่ไม่ใช่เป็นเพราะความสัมพันธ์แบบคู่รักช่วยคุณไว้ ความสนิทใจต่างหากล่ะ! ความจริงแล้วเพื่อนสนิทจะทำให้คุณคลายความเหงาได้จากการแชร์เรื่องทีละอันพันละน้อยกับคนที่สบายใจ ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวว่าการปฎิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นไม่ใช่วิธิการต่อสู้กับความเหงาอจจะเป็นตัวการใ้ห้ความเหงาขยายใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ (จากปรากฎการการปฎิสัมพันธ์ใน Social
“ความเหงา” เป็นความรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว แปลกแยกกับสิ่งรอบตัว สมองของเราสร้างความเหงาเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเติมความต้องการทางสังคม เพื่อให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัย ถึงอย่างนั้น จากการศึกษาด้านจิตวิทยา ทำให้เรารู้ว่า ความเหงามีหลายประเภท เช่น ความเหงาทางความสัมพันธ์, ความเหงาทางสังคม, ความเหงาทางความแตกต่าง, ความเหงาทางความรู้คิด, ความเหงาทางจิตใจ และ ความเหงาทางความตาย ความเหงาแต่ละประเภท มีสาเหตุแตกต่างกัน และแน่นอนว่ามีวิธีการแก้ต่างกัน การบอกว่าเหงาก็ไปหาเพื่อนคุย หรือให้ไปหาอะไรทำ อาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุดในทุกกรณี  นอกจากนี้ คนที่มีอาการเหงาอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีปัญหาเวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ จำเป็นต้องใช้เวลาและความช่วยเหลือจากคนอื่นเช่นกัน

 

 

Slider